เรียนรู้อะไรจากน้ำท่วม

ก็รู้กันอยู่ว่าตอนนี้น้ำท่วมภาคกลางของไทยเรา จากที่ได้ฟังข่าวติดตามสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะทางทีวี วิทยุ อินเตอร์เนต จะเห็นได้ว่าข่าวมันมีหลายกระแสมาก อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนไป ว่าจะเชื่อแบบไหนยังไง แต่ก็ขอให้คิดตามข้อมูล(ที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จแค่ไหน) และวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นกลาง

พอดีไปเจอบทความของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ท่านได้เขียนไว้ที่ แนวหน้า

ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าเห็นด้วยและตรงใจที่สุดแล้ว โดยส่วนตัวคิดว่าบทความนี้เป็นบทความที่ดีนะ เลยอยากช่วยกระจายบอกต่อ

เห็นด้วย… “คนไทยทนน้ำได้ แต่ทนนายกฯ โง่ไม่ได้” (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยคน)

พิบัติภัยน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

เรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้รู้ ก็ได้รู้

เรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็ได้เห็น

คนไทยทุกคน ก็คงจะได้รู้ได้เห็น ได้เรียนรู้ประเด็นน่าสนใจมากมายหลากหลาย

ผมขอยกตัวอย่าง บางส่วนที่ผมได้รู้คิดจากพิบัติภัยน้ำท่วมครั้งนี้

 

1) ผมได้เห็นว่า ประเทศของเราไม่ได้ขาดแคลนคนที่มีความรู้ความสามารถเลย เพียงแค่คนเก่งๆ เหล่านั้นไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ

แต่คนที่ได้มีอำนาจ มีตำแหน่ง มีบทบาทในการบริหารประเทศ กลับคลาคล่ำไปด้วยคนที่ไม่รู้จริง
ชาวบ้านเรียกว่า “โง่”
แนวคิดในการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์ มีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ ทั้งหมดล้วนออกมาจากฟากฝ่ายของผู้คนที่ไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศทั้งสิ้น

ตรงกันข้าม แนวคิดแย่ๆ คำพูดที่ตลบตะแลง ผิดเพี้ยนจากความจริง ปรากฏออกมาจากคนที่มีอำนาจรัฐมากมายหลายครั้ง

ใช่หรือไม่ว่า งานที่สำคัญที่สุด ต้องเอาคนเก่งที่สุด เหมาะกับงานที่สุด เข้ามารับผิดชอบ แต่ทำไมคนเก่งกล้าสามารถ จึงถูกกีดกันอยู่ข้างนอก ปล่อยให้งานสำคัญที่สุดของประเทศชาติเวลานี้ ถูกดำน้ำไปเรื่อยๆ โดยกลุ่มคนที่เหมาะสมน้อยกว่า?

ผมไม่แปลกใจที่มีคนวิพากษ์กันตรงๆ ถึงขนาดว่า “เอาปัญญาชนมากรอกทราย เอาปัญญาควายมาวางแผน”
แสดงว่า ระบบคัดสรรคนเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองของเรา น่าจะมีปัญหาแน่นอน

 

2) หากผู้นำประเทศรู้ตัวว่าตนเองไม่รู้จริง ไม่มีความสามารถเพียงพอ หรือรู้ว่าตัวเองโง่ ประเทศชาติยังพอมีความหวัง เพราะผู้นำก็จะพยายามปรับปรุงพัฒนาตนเอง เลือกหาคนที่รู้จริงกว่าตนเข้ามาช่วยแก้ปัญหา
หรือเมื่อรู้ว่าตนเองทำไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องพร้อมจะเปิดทางให้คนที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าตนเข้ามาทำงานของส่วนรวมแทน

ตำแหน่งนายกฯ ไม่ใช่ผู้บริหารของบริษัทส่วนตัวตระกูลหนึ่งตระกูลใด
แต่เท่าที่ติดตามการทำหน้าที่ของนายกฯ ผมกลับพบว่า คุณยิ่งลักษณ์ยังไม่รู้ตัวว่า เธอเองไม่มีความรู้พอ

นี่คือปัญหาที่อันตรายอย่างยิ่ง

เพราะหากเธอยังฝืนตัวเองอยู่ในจุดที่ประเทศชาติต้องการคนที่มีความสามารถมากกว่าเธอ แทนที่เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่เธอกลับจะกลายเป็นตัวถ่วงของการแก้ปัญหา
หรือกลายเป็นตัวปัญหาไปเสียเอง

 

3) นอกจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะมีความสามารถไม่เพียงพอในตัวเองแล้ว ยังไม่สามารถเลือกใช้คนให้เหมาะกับงานได้อีกด้วย

ในประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาถูกข้าศึกตีแตก ก็เพราะแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถไม่ได้ถูกจัดวางให้เหมาะกับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ

การที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต ผบ.ตร. เข้ามาเป็นแม่ทัพแก้ปัญหาน้ำท่วม ทั้งๆ ที่ ไม่ตรงกับความถนัดหรือประสบการณ์ความสามารถ

แม้แต่หน่วยงานรัฐที่น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เช่น นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงหน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรฯ กองทัพบก-เรือ-อากาศ กระทรวงกลาโหม กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ ทั้งหมด ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมสั่งการของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก โดยตรง

ย่อมจะทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ห่วงหน้าพะวงหลัง

เกิดปัญหาการเมืองในการทำงานภายในรัฐบาลเอง (ไม่ต้องไปโทษใครอื่น)

 

4) เราได้เรียนรู้ว่า ในวิกฤติครั้งนี้ ประชาชนไม่สามารถพึ่งพารัฐบาล และศปภ.ได้อย่างแท้จริง
ลำพัง ศปภ. ยังเอาตัวเองไม่รอด ต้องย้ายที่ทำงานหนีน้ำท่วม ทั้งๆ ที่ เพิ่งประกาศยืนกรานกับประชาชนว่าน้ำจะไม่ท่วมที่ตั้ง ศปภ.ที่ดอนเมืองไม่กี่วัน

ศูนย์อพยพที่ประกาศให้ผู้ประภัยเข้าไปอาศัยอยู่ ศปภ.ยืนยันว่าจะไม่ถูกน้ำท่วม แต่สุดท้าย น้ำก็ท่วม ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพซ้ำซ้อนซ้ำซาก

สะท้อน การทำงานที่ขาดข้อมูล ขาดการวางแผน และขาดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างแท้จริง

วิกฤติน้ำท่วมยามนี้ ที่ทำงานของ ศปภ.ย่อมเสมือนเป็นศูนย์บัญชาการในยามสงคราม จะต้องตั้งมั่นอยู่ในที่มั่นคง อำนวยการรบอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ การที่กองบัญชาการถูกข้าศึก (น้ำ) เจาะทะลุทะลวง พ่ายแพ้ซ้ำซาก ก็ย่อมหมดความน่าเชื่อถือ

ความล้มเหลวในการทำงานอย่างซ้ำซาก พ่ายแพ้ทุกสมรภูมิของ ศปภ.และรัฐบาล จึงทำให้ได้เรียนรู้แน่ชัดว่า ประชาชนไม่สามารถพึ่งพา ศปภ.ได้อย่างแท้จริง

 

5) เราได้เรียนรู้ว่า บทบาทการทำงานระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการอย่างที่ผ่านมานี้ กำลังจะพาประเทศชาติจมดิ่ง

เมื่อฝ่ายการเมืองไม่มีประสบการณ์ความรู้ แต่มีอำนาจ (และกำลังคึกคะนองกับการใช้อำนาจ)

แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ มีประสบการณ์ความรู้ มีข้อมูล และทำงานต่อเนื่องมาก่อน กลับยอมตนตามความต้องการของฝ่ายการเมือง

ไม่กล้าท้วง ไม่กล้าขัด
เพราะถ้าขัด ฝ่ายการเมืองที่มืดบอดและบ้าอำนาจก็จะเล่นงานเขา
เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ จึงกลายเป็นว่า ทุกกลไกทุกภาคส่วนของรัฐ ต้องห้ามฉลาดกว่านายกฯ ห้ามฉลาดกว่ารัฐมนตรี ห้ามฉลาดกว่า ศปภ.

ประเทศชาติก็จึงได้ล่มจมอย่างที่เห็น

น่าเสียดาย… ข้าราชการที่ทำงานบนฐานวิชาการ ข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความแม่นยำในการตัดสินใจ แน่วแน่ เหมือนที่เราเคยเรียกกันว่า “เทคโนแครต” ไม่ใช่นักการเมืองในคราบข้าราชการ ปัจจุบัน เหลือน้อยเต็มที
ถ้ายังมีอยู่ ในวิกฤติน้ำท่วมคราวนี้ เราน่าจะได้เห็นใครออกมาทักท้วงการตัดสินใจ หรือการสั่งการแบบไร้ข้อมูลความรู้ของนักการเมืองบ้าอำนาจกันบ้าง

 

6) เมื่อเกิดวิกฤติน้ำท่วม ทำให้เราได้รู้ว่า เราขาดข้อมูลที่จำเป็นมากขนาดไหน

เรายังไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลที่พร้อมใช้งาน แม่นยำ และทันสถานการณ์

ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำ สภาพพื้นที่ ศักยภาพของระบบระบายน้ำที่พร้อมใช้งานจริง ฯลฯ

เมื่อน้ำมาเยือน การตัดสินใจทั้งหลายจึงอยู่บนฐานของการคาดเดา
แต่ละส่วน แต่ละหน่วยงาน ตัดสินใจบนฐานข้อมูลคนละชุด เพราะแต่ละคนคาดเดาข้อมูลต่างกัน

 

7) เราได้เรียนรู้ว่า ผลประโยชน์เรื่องน้ำมีความขัดแย้งมหาศาล

ตั้งแต่ในภาพใหญ่ มีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ เช่น การตัดสินใจว่าจะให้เขื่อนกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรหน้าแล้ง หรือจะปล่อยน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า หรือจะปล่อยน้ำแค่ไหน ช่วงไหน ใครได้ประโยชน์ จะคาดการณ์ปริมาณน้ำที่พอเหมาะเท่าใด ฯลฯ

แม้แต่ในภาพย่อย ลงไปในระดับชุมชน ในพื้นที่ต่างๆ ก็มีการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนบุคคล เช่น เมื่อเกิดปัญหาน้ำมากเกินไป (น้ำท่วม) เราก็ได้เห็นว่า ประชาชนต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ด้วยการผลักดันน้ำให้ไหลไปทางอื่น

บ้างกั้นกระสอบทราย เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ของตน
บ้างถึงกับไปรื้อคันกั้นน้ำ เพื่อให้น้ำไหลออกจากพื้นที่ของตนไวๆ

ต่อไปนี้ เราคงต้องจัดการทั้งเรื่องผังเมือง ระบบระบายน้ำ ทั้งน้ำหลากและน้ำฝน เพื่อให้มีระบบที่ชัดเจน มีการบริหารที่ประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ และยอมรับในการตัดสินใจร่วมกัน

 

8) เมื่อเกิดปัญหาในระดับพื้นที่ เช่น การพังคันกั้นน้ำ หรือแม้แต่การช่วยเหลือผู้ประสบภัย เราได้เห็นว่า บทบาทของวัดมีน้อยลงกว่าแต่ก่อน

วัดไม่สามารถเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ขัดแย้งในพื้นที่
วัดไม่มีบทบาทที่โดดเด่นในการเป็นสถานที่พักพิง หรือให้ความช่วยเหลือผู้ประภัย เมื่อพิจารณาเทียบกับจำนวนวัดที่มีอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม
วัดไม่มีภูมิปัญญาที่จะเข้าใจสภาพภูมิศาสตร์และธรรมชาติของน้ำในท้องถิ่นของตน
สะท้อนบทบาทและสถานะของวัดที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน

 

9) เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้สภาพกายภาพพื้นที่ของ กทม. รวมถึงจังหวัดที่น้ำท่วมได้ดีขึ้น

ตรงไหนเป็นที่ราบภาคกลาง ตรงไหนเป็นทางน้ำหลาก พื้นที่รับน้ำ หรือถนนเส้นไหนเป็นแนวคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ฯลฯ
รู้ว่าทิศทางการไหลของน้ำเพื่อจะออกไปสู่ทะเลนั้น ไปได้กี่ทาง คลองสายไหน แม่น้ำอะไร และต้องผ่านย่านไหนบ้าง
นอกจากนี้ น้ำท่วมครั้งนี้ ยังทำให้เราได้รู้ซึ้งถึงกายภาพของมวลน้ำเอง ว่ามีพลังมหาศาลเพียงใด
น้ำยิ่งลึก แรงดันยิ่งมาก  มวลน้ำมหาศาล แม้จะดูตื้นเขิน แต่ก็มีพลังมหาศาลเช่นกัน
สามารถทะลุทะลวง ลักลอบ ไหลหลาก เอ่อท้น ซอกแซก ชอนไช ไหลจากสูงไปต่ำ
คนไทยที่ว่ากันว่ามีนิสัยเหมือนน้ำ คือ ไหลไปเรื่อย เปลี่ยนรูปร่าง พยายามหาช่องลอดรูโหว่ หาช่องกฎหมาย เพื่อเอาตัวรอดเรื่อยไป คงจะได้เห็นคุณลักษณะในด้านความเลวร้ายของน้ำเช่นเดียวกับอุปนิสัยของตน

 

10) เราได้เรียนรู้ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งร่ำรวยเงินทอง แต่งตัวโก้หรู เมื่อถูกวิจารณ์ว่าใส่รองเท้าบูทยี่ห้อหรูหรา “เบอร์เบอร์รี่” ราคาแพงระยับ ระหว่างออกไปลงพื้นที่น้ำท่วม ในขณะที่ชาวบ้านทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไหลหาทางออกเหมือนน้ำ
รีบอ้างว่า เป็นรองเท้าบู้ทจากจีน
พูดง่ายๆ ว่า เป็นของปลอม
ทำให้ได้เรียนรู้อีกว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ชอบของปลอมๆ โดยไม่แคร์กับเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ก็ไม่แปลกใจว่า ทำไมจึงชอบใช้คำว่า “นางสาว” นำหน้า

 

11) ที่ผ่านมา อาจเป็นโชคร้ายของประเทศไทย ที่ได้ผู้นำประเทศไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัญหาของบ้านเมือง

การมีผู้นำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสถานการณ์ปัญหา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก
ในหลายประเทศ ยามสงครามเขาใช้ผู้นำแบบหนึ่ง แต่หลังสงคราม เขาก็มีวิธีเปลี่ยนไปใช้ผู้นำที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่

ผมต้องพูดตรงๆ ว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโอกาสให้แสดงความสามารถในการเป็นผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหารแล้ว ผลลัพธ์ปรากฏเป็นความเดือดร้อน เสียหาย ย่อยยับ อย่างที่เป็นอยู่

คุณยิ่งลักษณ์ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำในยามวิกฤติเลย!

ในขณะเดียวกัน หลังสงครามน้ำท่วมครั้งนี้ บ้านเมืองต้องการฟื้นฟูทั้งกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และจิตใจ รวมทั้งความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเร่งด่วนที่สุด คุณยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้มีวี่แววที่จะเป็นความหวังอะไรให้ใครได้เลยแม้แต่น้อย

แค่พูดจายังผิดๆ ถูกๆ สื่อสารไร้ทิศทางและวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศ ฯลฯ
ยังไม่นับภาระเงื่อนไขทางการเมืองส่วนตัวที่พี่ชายของเธอ “ขี่คอ” เธออยู่
การโยนความผิดให้รัฐมนตรีเพียง 2-3 คน คงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาประเทศชาติ
ไม่แปลกใจ… บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้า เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2554 เขียนชัดถ้อยชัดคำ ตรงไปตรงมาว่า “คนไทยทนน้ำได้ แต่ทนนายกฯ โง่ไม่ได้”

 

พรรคเพื่อไทย และคุณยิ่งลักษณ์ คงต้องพิจารณาตัวเองว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรกับบ้านเมือง?

 

ดร.เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

แบกเสบียงลุยน้ำขากลับ

หลังจากที่เมื่อวานเย็นไปทำธุระกับซื้อของตามซุปเปอร์สโตร์ และตอนเช้าไปซื้อเสบียงที่ตลาดสด เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ถึงเวลาจรลีกลับบ้าน แฟนผมขับรถมาส่งที่หัวน้ำตรงถนนเศรษฐกิจ เวลาเที่ยงเป๊ะพอดี

แรกเริ่มด้วยการโบกรถก่อน ประมาณ ๒๐ นาที ก็เจอรถบรรทุกใจดีกำลังขนของบริจาคเพื่อที่จะนำไปแจกจ่ายชาวบ้านย่านพุทธมณฑลสาย ๔ พอดี จึงอาศัยเกาะรถเขาไปด้วย

รถวิ่งผ่านจุดที่ผมโบกรถกรมชลประทานเมื่อวาน จะเห็นความน่ากลัวของน้ำครับว่ามันไหลเร็วขนาดไหน ในรูปจุดแดงๆคือจุดเดียวกันนะครับ ต่างกันที่เวลาประมาณ ๒๔ ชั่วโมง

รถวิ่งไปเรื่อยๆ แวะแจกของ รถวิ่งไปเรื่อยๆ แวะรับคน พอดีผมคุยกับผู้ร่วมทางคนอื่นๆ เจอพี่สองคน ไปซื้อเครื่องเรือถึงพระราม ๒ มา ขนาด ๖.๕ แรงม้า ราคา ๑๒,๐๐๐ บาทถ้วน ถามพี่เค้าทำไมไปซื้อตั้งไกล ได้ความว่าแถวนี้ของมันหมด ที่มีเหลือก็แพงกว่าเกือบสองเท่า (เหมือนอิฐบล็อก ปกติก้อนละ ๓ บาท ตอนนี้เป็น ๑๒ บาท หรือถุงทรายถุงละ ๔๐) อืม มันเป็นกลไกของตลาด…

และพี่สองคนนี้อยู่คลองโยง เลยบ้านผมไปหน่อยนึง เย่ ได้เพื่อนร่วมทางกลับบ้านแล้ว

รถคันนี้มีผ้าใบคลุมเป็นหลังคาบังแดดอยู่ครึ่งเดียว ส่วนครึ่งหลังที่ผู้โบกรถนั่งกันอยู่มีฟ้ากับแดดอ่อนๆยามบ่ายโมงเป็นหลังคาครับ ร้อนจนแสบผิวมาก

รถวิ่งไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆมากครับ ผ่านไป ๒ ชั่วโมง ได้ระยะทางรวมไม่เกิน ๕ กิโล เห็นจะได้ ท่าจะไม่ดีซะแล้ว จะถึงบ้านกี่โมงกันล่ะเนี่ย ดังนั้นจึงตัดสินใจลงรถเพื่อโบกคันที่ซิ่งกว่านี้ แบบว่าวัยรุ่นใจร้อน ไม่งั้นถึงบ้านมืดแน่ๆ จะไม่มีเรือเข้าบ้านเอา และอาจได้นอนริมถนนเป็นแน่แท้

รอรถสักพักก็มีรถบรรทุกของ SCG paper ผ่านมาให้โบก ปลายทางคันนี้คือวิ่งสุดสาย ๔ แล้วเลี้ยวซ้ายไปสาย ๗ ดังนั้น ผมจึงต้องลงแถวๆพุทธมณฑล ถนนอุทยาน หรือไม่ก็ตีนสะพานข้ามแยก แล้วแต่คนขับจะสะดวก (ไม่ได้ถ่ายรูปข้างทางเลยครับ เพราะนั่งอยู่ตรงกลางด้านในๆของรถ) ระหว่างนั่งก็มีแจกข้าวเหนียวหมูฝอยด้วย จังหวะนี้กินแบบไม่รู้รสชาติแล้วครับ

(ช่วงโฆษณา) อย่าลืมใช้กระดาษ idea green กันนะครับ ของเค้าดีจริงๆ ฮี่กั๊บๆ

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ได้ข้อมูลอีกว่า โรงงานอยู่ที่ราชบุรี(มั้ง)น้ำไม่ท่วม สามารถผลิตได้แต่ไม่มีคนซื้อ จึงหยุดการผลิต แสดงว่า ไม่ว่าจะโดนหรือไม่โดนน้ำท่วม ต่างก็มีผลกระทบด้วยกันแทบทั้งสิ้น

พอนั่งมาถึงตีนสะพานข้ามแยกถนนพระบรมฯ เราก็ถูกปล่อยลงเพื่อต่อรถข้ามไปฝั่งมหิดล พักเดียวก็ได้โบกรถขยะสีเขียว อ้อ ขณะนี้เป็นเวลา ๑๕.๑๕ น.

โดยสารรถขยะ ไม่ได้ไปนั่งในกระบะขยะนะครับ นั่งบนหลังคาด้านบนเลย ส่วนผมยืนเกาะอยู่บนรอยต่อระหว่างหัวรถกับกระบะด้านหลัง เห็นวิวโล่งๆมาก

ภายในมหิดลยังไม่ท่วมเลยนะครับ

.

ตลาดเหลืองศาลายา น้ำท่วมไปเยอะเลย เค้าลือกันว่ามีจระเข้หลุดมาในนี้ด้วย!

.

หลังจากรถมาส่งที่สามแยกหน้าสถานีตำรวจ ก็ถึงเวลาที่จะต้องข้ามทางรถไฟครับ ขามาผมนั่งเรือข้ามมา แต่ขากลับผมกระแดะอยากลุยน้ำระดับเอวฝ่าเข้าไป ช่วงนี้ไม่มีรูปตามเคย เพราะไม่มีมือไหนสามารถหยิบกล้องมาลั่นได้ มือนึงต้องดึงเป้สะพายหลังให้สูง เดี๋ยวจมน้ำ ส่วนอีกมือก็ต้องยกกระเป๋าให้พ้นน้ำ บางช่วงที่รู้สึกว่าลึกก็ต้องเดินเขยงปลายเท้าด้วย อูย กระแดะผิดกาลเทศะ

พอข้ามทางรถไปได้ก็ถึงสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ตรงนี้มีรถสองแถวกลับบ้านได้ครับ แต่พี่สองคนที่ซื้อเครื่องเรือมาเค้าจอดรถไว้ตรงอีกฝั่งของสะพาน ก็เลยช่วยพี่เค้าแบกเครื่องเรือ เดินถึงรถก็ยกขึ้นหลังกระบะปั๊บ และโดยสารรถพี่เค้าไปลงที่หน้าปากซอยเลย

เย่ๆ ถึงหน้าปากซอยแล้ว รอเรือมารับ

.

ตอนออกมาผมไม่ได้เขียนไว้ คือทางอบต.คลองโยง จะนำเอาน้ำดื่มสะอาดมาวางตั้งไว้ที่หน้าปากซอย ใครอยากได้ก็นำขวดมาเติมกันเอง ตอนออกมาผมออกมาพร้อมยาย ผมบอกให้ยายเอาขวดเปล่าฝากมากับเรือไว้ ขากลับผมจะได้เติมแล้วเอาเข้าบ้านได้เลย

สัมภาระขากลับทั้งหมดพร้อม เตรียมตัวขึ้นเรือได้

.

รู้สึกว่าน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีกนิดหน่อยนะ

.

ท้องทะเลแสนกว้างใหญ่ มองออกไปไกลสุดตา

.

ถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว เช็คอินเวลา ๑๖.๓๐ น. เสร็จสิ้นภารกิจ

.

.

แถมท้ายด้วยรูปเสบียงที่แบกมา

 

 

บุกตะลุยน้ำขาไป

เมื่อติดอยู่ในบ้านขณะน้ำท่วม นานๆเข้าเสบียงที่ตุนเอาไว้ก็เริ่มที่จะร่อยหรอ ผมจึงต้องออกไปหาเสบียงมาเพิ่มเติม พร้อมทั้งออกไปทำธุรกรรมต่างๆด้วย ค่าโทรศัพท์ ค่าเนต เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะมีมาตรการยังไง ผมลองติดต่อไปบางที่ ส่วนมากเค้าขยายเวลาให้อีก ๗ วันหลังจากวันถึงกำหนดชำระ แต่หารู้ไม่ว่าแค่ ๗ วันน้ำมันไม่ลดหรอกครับ เผลอๆจะดึงถึงสิ้นปีเอา ยังไงก็ต้องออกไปจ่ายอยู่ดี

ปกติผมชำระเงินผ่านทางเคาน์เตอร์โดยเอาใบแจ้งหนี้ไปยื่น แต่น้ำท่วมแบบนี้บุรุษไปรษณีย์เค้า้ก็คงไม่ลุยน้ำมาส่งใบแจ้งหนี้หรือจดหมายตามบ้านแน่ๆ

ประเด็นที่สำคัญอีกอันคืออินเตอร์เนตครับ ผมทำงานเขียนเว็บไซต์ ดังนั้นถ้าขาดเนตก็เหมือนขาดใจ ตายหยั๋งเขียด

บ้านผมใช้บริการของ TOT ติดต่อไปที่ศูนย์เค้าบอกว่ายืดไปให้ ๗ วัน แต่ผมไม่มีใบแจ้งหนี้ แค่บอกเบอร์โทรเฉยๆก็จ่ายไม่ได้ครับ ไม่ว่าจะเ็ป็นเคาน์เตอร์ไหนก็ตาม นอกจากศูนย์ของ TOT เท่านั้น ทำยังไงดี บ้านผมอยู่ชานเมืองนครปฐม ศูนย์อยู่นครชัยศรีและน้ำคงท่วมแล้ว ถ้าผมถ่อไปแล้วเกิดศูนย์ปิดขึ้นมาก็ซวย เค้าแนะนำว่าไปจ่ายที่ศูนย์ที่น้ำยังไม่ท่วมได้ในกรุงเทพ ซึ่งเปิดทำการเวลาราชการ จันทร์ถึงศุกร์ แต่วันนี้วันเสาร์ ฉิบ…

ส่วนค่าน้ำค่าไฟ คงไม่น่ามีปัญหาอะไร

บ่นมาพอแล้ว เรามาเตรียมตัวออกจากบ้านกันเถอะ สิ่งที่ผมเตรียมไว้มี
๑. กระเป๋าสะพาย ๒ ใบ
๒. มือถือ
๓. กระเป๋าตังค์
๔. กล้องถ่ายรูป
๕. เอกสารทำธุระต่างๆ
๖. น้ำดื่ม
๗. ดินสอ กระดาษ
๘. ถุงพลาสติกสำหรับใส่ของทั้งหมด และเผื่อไว้ใช้อีกสองสามอัน
๙. การ์ตูนนั่นไว้นั่งอ่านตอนรอเรือมารับ

ส่วนชุดที่ใส่ก็เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ผมลองรองเท้าบู๊ตแล้วไม่ไหว ถ้าน้ำเข้าบู๊ตแล้วจะหนักมาก ถ้ารองเท้าผ้าใบก็จะแฉะ แห้งช้า เท้าเปื่อยแน่ๆ รองเท้าแตะธรรมดานี่แหละ เจ๋งสุดแล้ว ณ เวลานี้

.

ผมนัดเรือรับจ้างมารับตอน ๗ โมง แต่เค้ามาซะ ๙ โมง ลูกค้าเยอะมาก ไม่เป็นไร Let’s GO!!!

สภาพในหมู่บ้านน้ำท่วมระดับเอว

.

ทุ่งนากลายเป็นทะเลไปหมดแล้ว บ้านป๋าเทพก็ไม่รอด แถวนี้น้ำท่วมระดับเอวถึงหน้าอกเห็นจะได้

.

ซอยเข้าหมู่บ้านผมครับ ตอนนี้ถึงหน้าถนนแล้วเวลา ๙.๒๕ น. เสียไป ๓๐ บาท ต่อไปก็รอรถสองแถว

.

ถนนศาลายา-บางเลน ยังใช้การได้อยู่ฝั่งนึง อีกฝั่งท่วมระดับตาตุ่ม

.

รถมาแว้วววววว เวลา ๙.๔๕ น. ควักตังค์ค่ารถไป ๑๐ บาท

.

ศูนย์อพยพโรงเรียนสวนกุหลาบอะไรซักอย่างครับ ไม่รอดเหมือนกัน

.

ลงจากรถเวลา ๑๐.๒๕ น. แล้วก็ต่อเรือข้ามทางรถไฟ น้ำระดับเอว ถ้าไม่อยากเปียกก็จ่ายค่าแห้งไป ๑๐ บาทถ้วน ใช้เวลาประมาณ ๕ นาทีก็ถึงป้อมตรงมหิดลแล้ว

.

อำเภอกับสถานีตำรวจพุทธมณฑล

.

ถึงตรงนี้ก็รอรถทหารครับ มีไปหลายสายหลายทางแต่ก็ไม่รู้มีสายอะไรบ้าง เป้าหมายของเราตอนนี้คือถนนพระราม ๒ ครับ ตามข่าวที่ฟังๆมาว่าเป็นเส้นหลักสายเดียวฝั่งธนฯที่ยังใช้การได้ ช่วงนี้ก็อิ่มเอิบกับโครงการคลองเพื่อประชาชนไปก่อน พักดื่มน้ำ เตรียมตัวเตรียมใจใ้ห้พร้อม

รอรถประมาณ ๑๐ นาที ก็มีรถทหารมาครับ สอบถามแล้วปลายทางคือพุทธมณฑลสาย ๔  เอ้าไปตายกันดาบหน้าครับพี่น้อง แต่ก่อนขึ้นรถต้องลุยน้ำระดับต้นขาไปก่อนนะครับ ถือเสียว่าเป็นค่าเดินทางก็แล้วกัน เออ คันนี้เป็นทหารเรือครับ

.

สภาพในรถร้อนอบๆครับ คนเยอะ หลังคาก็เป็นผ้าใบ มีโครงเหล็กกันอยู่ด้านใน แล้วต้องเอามือโหนเหล็กร้อนครับ ขาก็เปียก กางเกงก็เปียก พื้นก็แฉะ (ต้องขออภัยที่ถ่ายรูปไม่ได้เลยครับ ยืนอยู่กลางรถ มองไม่เห็นวิวอะไรข้างทางเลย) แต่ก็ยังมีแสงแห่งความหวังมาจากหลังรถ ฮ่าๆ

สักพักรถก็มาจอดกลางสาย ๔ เพราะลุยน้ำไม่ไหว และต้องไปปฏิบัติภารกิจอื่นต่อ ขนเรือ ขนอาหาร ครับ แต่ทหารเค้าไม่ได้ทิ้งเราปล่อยเกาะเฉยๆนะครับ พี่ๆเค้าโบกรถทหารบกที่ใหญ่กว่า สูงกว่ามารอรับไว้แล้ว

เนื่องจากผมเป็นคนดีที่เอื้อเฟื้อเด็กผู้หญิง สตรีน่ารัก และคนชราแจ่มๆ ทำให้รถเต็มก่อนที่ผมจะขึ้นครับ (หรือมัวแต่ถ่ายรูปเลยขึ้นรถไม่ทันหว่า) เลยต้องรอรถคันต่อไปกับคนอื่นๆที่ตกรถอีก ๕-๖ คน และขณะนี้ก็เป็นเวลา ๑๑.๒๐ น.

.

มีรถบรรทุกใจดีผ่านและรับคนโดยสารไปด้วยครับ รถคันนี้คือรถบรรทุกน้ำแข็งของบริษัท KS หรือเปล่าไม่แน่ใจ นั่งในตู้คอนเทรนเนอร์น้ำแข็ง ตูดก็เย็นหลังก็เย็น เป็นไงบ่นร้อนดีนักใช่ไหม

วิ่งมาเรื่อยๆก็โดนปล่อยที่ถนนเศรษฐกิจครับ เวลา ๑๒.๑๕ น. เค้าบอกว่าเส้นเพชรเกษมไปไม่ได้เลยน้ำท่วมสูง เส้นนี้ก็เริ่มท่วมครับ แต่ก็ใกล้จุดหมายเราคือตรงไปเรื่อยๆก็เป็นมหาชัย พระราม ๒ ครับ เอาล่ะเว้ย จะได้อาหารทะเลไปปิ้งกินกันล่ะคราวนี้

พอนึกถึงก็น้ำลายสอหิวขึ้นมาทันที แต่ไม่มีอะไรให้กินเลย ร้านข้างทางก็ไม่มี ได้แต่จิบน้ำไปตามยถากรรม อะซิกๆ

ถนนนี้รถผ่านน้อยครับ เพราะน้ำที่ท่วมก็เริ่มสูงแล้ว รถเล็กไม่มีแน่ๆ ยืนรอโบกรถนานทีเดียว จนถึงเวลา ๑๓.๐๐ น. ผมโบกรถกระบะได้คันนึง ปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมชลประทานมาสำรวจน้ำครับ ยังไม่รู้ปลายทาง ไปเรื่อยๆไปถึงบางบอน ออกกาญจนาภิเษก และไปดูน้ำที่เดอะมอลล์บางแค ก็ดีเหมือนกันครับ ผมเลยนัดแฟนให้มารับที่แมคโครบางบอนซะเลย ใกล้เข้ามาอีกนิด

.

แถมท้ายด้วยถาพจากเดอะมอลล์บางแค ที่ขยายสวนน้ำให้มาถึงถนนเพชรเกษมด้านล่าง ให้เล่นกันได้เต็มที่เลยครับ ระดับน้ำท่วมล้อรถเมล์ บางคันจอดดับอยู่กลางถนน แถมน้ำยังดำปี๋ แล้วรถที่เห็นอยู่บนสะพานข้ามแยก ไม่ใช่รถเยอะหรือรถติดนะครับ เป็นรถที่เอามาจอดหนีน้ำกัน

สุดท้ายผมถึงแมคโครประมาณ ๑๔.๑๕ น. เพราะรถติดครับ เส้นกาญจนาฯแถบนี้มีรถจอดข้างทางและรถหนาแน่นมาก

.

วันนี้ทีแรกว่าจะรีบซื้อของทำธุระแล้วกลับเลย แต่ประเมินแล้วคงไม่ทันแน่ๆ ก็เลยหาที่พักซักคืนก่อนเอาแรง พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

น้ำท่วมบ้าน 2

ก่อนน้ำจะท่วมบ้าน ผมออกไปสำรวจดูทางน้ำละแวกนี้ครับ ว่าสถานการณ์เป็นยังไงกันบ้าง เริ่มจากทางฝั่งริมคลองทวีวัฒนา น้ำมาเยอะมากครับ น้ำล้นประตูระบายน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ที่อยู่ริมคลอง วัด สวนกล้วยไม้ ไม่เหลือครับ ระดับน้ำก็ไล่ตั้งแต่หัวเข่ายันเอว

.

ด้านคลองมหาสวัสดิ์ น้ำเยอะเลยครับ บ้านริมคลองไปหมดแล้ว ระดับน้ำท่วมประมาณ 1 เมตร

.

ด้านคลองโยง น้ำไหลแรงมากครับ และแน่นอนบ้านริมคลองน้ำท่วมเกือบมิดชั้นหนึ่งแล้ว

.

ส่วนสถานการณ์น้ำอีกฝั่งนึงของถนนศาลายา-บางเลน ซอยไหนที่น้ำเริ่มท่วม ชาวบ้านก็ออกมาตั้งแค้มป์กันหน้าปากซอยครับ บางบ้านก็ออกมากางเต้นท์กันริมถนนเลยทีเดียว เสียวรถเกี่ยวเต้นท์มาก ฝั่งนี้ทุ่งนากลายเป็นทุ่งน้ำไปแล้ว ในรูปนั่นแต่ก่อนเป็นทุ่งนาเขียวๆนะครับ

.

และเมื่อผมกลับเข้าบ้านประมาณ 5 โมงเย็น รถมอไซต์ดับครับ เนื่องจากน้ำกระเพื่อมจากรถที่วิ่งสวนมาเข้าท่อ ตอนจากบ้านมาประมาณ 8 โมงยังชิวๆสบายๆอยู่เลย กลายเป็นว่าไหนๆรถมันก็เดี้ยงไปแล้ว เข็นไปนอนตายที่บ้านดีกว่า
ระยะทางเข้าบ้านประมาณ 3 กิโล ใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่ง! เหนื่อยมาก ชาวบ้านแถวนี้ออกมาเหวี่ยงแห ตกปลา แทงกบ กันสนุกเลยครับ

คาร์ราเกอร์ อวยพรคนไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วม

เจมี่ คาร์ราเกอร์ กองหลังลิเวอร์พูลกล่าวอวยพรแฟนหงส์ชาวไทยผ่านทางสื่อวีดีโอ LFCTV ของสโมสร

“สวัสดีครับ ผม เจมี คาร์ราเกอร์ จากสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ผมใคร่ขอส่งความปรารถนาดีมายังแฟนๆที่เมืองไทย ที่ตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ผมขออวยพรให้คุณ รวมถึงเพื่อนๆและครอบครัวของคุณ กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และคุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย”

จาก – http://www.manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9540000141020