ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม

คงได้ดูโฆษณาตัวใหม่ของไทยประกันชีวิต ชุด Que Sera Sera (Whatever will be, will be) กันไปบ้างแล้ว

.

.

เพลงนี้ผมรู้จักครั้งแรกที่บล็อกป๋าเลย์ (ภาพประกอบสวยสุดๆ) ความหมายของเพลงดีมากๆ :thumbsup:

แต่ที่ผมยกมาเขียนถึงเพราะว่า มันมีเวอร์ชั่นแปลงในภาคของมนุษย์เงินเดือนมาในฟอร์เวิร์ดเมล ซึ่งถูกใจอย่างแรง :S

When I was a just a little staff
I asked Ma-nager what will I be
Will salary up ?
Will I be rich?
Here’s what she(he) said to me

Que sera sera
Salary will not increase!!
The future’s not ours to see
Que Sera Sera

When I was a just a little staff
I asked Ma-nager what will I be
Will bonus better ?
Will I be rich?
Here’s what she(he) said to me

Que sera sera
The bonus may not be paid!!!
The future’s not ours to see
She(he) say SORRY to me

.

กินใจจนน้ำตาไหลพรากๆๆ :cry:

เงินออมของท่านใน AIA มั่นคงจริงหรือ?

ถ้าใครที่โตพอเป็นผู้ใหญ่ ที่สามารถทำงานเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างในการดำรงชีวิตได้ ผมว่ามีส่วนน้อยที่ไม่รู้จัก “การประกันชีวิต” ไม่ว่าจะด้วยความหมายอย่างไร

ผมเป็นคนนึงล่ะ ที่ทำประกันชีวิตไว้กับ เอไอเอ เพราะ หนึ่ง คิดว่าเป็นการเก็บเงินระยะกลางถึงยาว สอง กันไว้เผื่อคนข้างหลังจะต้องลำบากตามเคลียร์ภาระภายหลัง และสาม คือเพื่อนผมมันเป็นตัวแทน

จากข่าวเศรษฐกิจโลกที่ บริษัท เลห์แมน บาร์เธอร์ ได้ปิดกิจการลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ AIG (สปอนเซอร์ที่คาดบนหน้าอกทีมแมนยูฯ เป็นไงล่ะ ลางว่าปีนี้ชวดแชมป์แน่ :devil: ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ AIA

อ้าว แล้วคนที่ทำประกันไว้จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง? จะต้องคืนกรรมธรรม์ไหม? จะได้เงินคืนไหม? จะต้องทำอะไรไหม? คำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่คำตอบล่ะ

ในฐานะที่เป็นเพื่อนของตัวแทน ผมจึงเอาจดหมายแถลง มาให้คนที่สนใจได้อ่านกัน ถือว่าช่วยเพื่อนครับ เฮ้ย ไอ้ช้าง อย่าลืมเลี้ยงพิซซ่ากูนะเว้ย! :moustache

.

นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของคนไทย ในยามที่เราประสบปัญหาภาวะสับสนทางเศรษฐกิจ แทนที่นักการเมือง นักวิชาการจะออกมาชี้แจงให้ความมั่นใจกับประชาชน กลับกลายเป็นว่า นักวิชาการ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ออกมาชี้นำแนวทางผิดๆให้กับประชาชน

นักจัดรายการวิทยุแนะนำว่า ถ้าใครไม่สบายใจ ก็ให้ไปเวนคืนกรมธรรม์ออกมา ดูเหมือนจะเป็นการแนะนำที่ไม่รับผิดชอบ เอาความมัน ความสะใจเข้าว่า โดยไม่ดูผลเสียที่เกิดขึ้น ไม่ได้แนะนำอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการ ยังไม่นับรวมคู่แข่งที่ออกมาบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังช่วงชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ โดยไม่สนใจว่า จะทำให้ลูกค้าเสียผลประโยชน์จากการโยกย้ายไปทำประกันกับบริษัทใหม่

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงธุรกิจประกันชีวิต และมีความสนใจทางการเงินอยู่บ้าง อยากจะชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้

1. บริษัท AIA เป็นบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ และมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในประเทศไทย ราว 40 % ของตลาดรวม มีผลกำไรต่อเนื่องกว่า 20 ปี ในปีที่ผ่านมา น่าจะมีกำไรราว 7,000 ล้านบาท (คิดเป็น 2 % ของสินทรัพย์ที่บริษัทบริหารอยู่ราว 350,000 ล้านบาท) ถามว่า ถ้า AIG ประสบปัญหาร้ายแรงถึงขนาดต้องขายกิจการบริษัท AIA ออกไป เพื่อนำเงินไปอุดหนุนสภาพคล่อง จะมีคนพร้อมเข้ามาซื้อหรือไม่ คำตอบคือ มี และแย่งกันซื้อในราคาที่สูงมากเสียด้วย

คงจำกันได้ว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทประกันชีวิตเล็กๆหลายราย บริหารงานแล้วขาดทุน ยังมีคนแย่งกันขอซื้อกิจการ เพราะใบอนุญาตมีจำนวนจำกัด นักลงทุนรายใหม่ซื้อไปแล้ว ไม่สามารถสร้างกำไรได้ ก็ขายกิจการต่อไปอีก จนผู้ซื้อรายล่าสุดสามารถปรับปรุงกิจการ บริหารงานจนมีกำไร ถามว่าผู้ถือกรมธรรม์ที่ซื้อประกันไว้ตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ยังได้รับการปฏิบัติตามพันธะสัญญาในกรมธรรม์หรือเปล่า คำตอบคือ ใช่ เพราะเวลานักลงทุนคนใหม่เข้ามา เขาต้องรู้ว่าเขาจะต้องรับผิดชอบในภาระผูกพันที่บริษัทเดิมมีอยู่ โดยมี คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ. หรือกรมการประกันภัย ในอดีต) เข้ามาดูแล

แต่ในกรณี AIA ธุรกิจของเขามีกำไร และกำไรอยู่ในระดับดีมาก เพราะมีทีมงานขายที่เข้มแข็งและสามารถบริหารต้นทุนได้ดี จะไม่มีคนสนใจซื้อเชียวหรือ

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หาก AIG ต้องการขายออก ผู้ซื้อรายใหม่เมื่อซื้อไป ก็เพียงเปลี่ยนป้ายชื่อบริษัท แต่พนักงาน, ตัวแทน, และสัญญาประกันภัยยังคงเหมือนเดิม ลูกค้ายังคงได้รับการดูแลเหมือนเดิม ไม่ต่างอะไรกับกรณี บริษัทแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส (AIS) ที่ถูกขายกิจการไปให้กับกลุ่มทุนเทมาเสก ประชาชนผู้ใช้บริการยังได้รับบริการเหมือนเดิม ส่วนคนที่ไม่รู้ข่าวเรื่องนี้ แทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเลย ฉันในก็ฉันนั้น

2. กรณีที่มีนักการเมืองชื่อดังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า หาก AIG ไม่สามารถขายสินทรัพย์ได้เพียงพอมาเพื่อใช้หนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภายใน 2 ปี Fed จำเป็นต้องประกาศให้ AIG ล้มละลาย และจะส่งผลต่อผู้ถือกรมธรรม์ในไทยแน่อน อยากให้เราไปอ่านคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของFed ต่อกรณีที่เข้าไปช่วย AIG แต่ไม่ช่วยบริษัทเลห์แมน บาร์เธอร์ ว่า หากปล่อยให้ AIG ล้มไป จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนอเมริกันที่ออมเงินเกษียณอายุกับ AIG นับล้านๆคน ทั้งยังส่งผลต่อธุรกิจการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ Fed จึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแล โดยการให้เงินกู้ฉุกเฉิน 8.5 หมื่นล้านเหรียญ แลกกับการเข้าไปถือหุ้น 80 %

หาก AIG ไม่สามารถขายสินทรัพย์มาใช้หนี้ 8.5 หมื่นล้านเหรียญได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ต้องนำส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมไปล้างขาดทุนที่เกิดขึ้น หากยังไม่พอ Fed ยังต้องเข้าไปอุ้มโดยเข้าถือหุ้น 100 % เพราะ AIG ใหญ่และสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้มได้ คงคล้ายกับกรณี ของธนาคารนครหลวงไทย ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) ต้องเข้ามาถือหุ้น 100 % เพื่อดูแลประชาชนผู้ฝากเงิน

ยังรู้สึกแปลกใจกับวิสัยทัศน์ของนักการเมืองท่านนี้ว่า จะสามารถเข้ามาดูแลเศรษฐกิจของประเทศชาติได้อย่างไร

3. กรณีที่มีการพูดกันว่า เงินออมในบริษัท AIA สามารถขนออกไปนอกเพื่อไปโปะขาดทุนของ AIG ได้ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะพูดโดยตั้งใจหรือไม่รู้ข้อเท็จจริง นี่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เลวร้ายมาก อยากให้เรานึกภาพตามว่า ถ้าเรามีธนาคารไทยแห่งหนึ่งไปเปิดสาขาที่ประเทศมาเลเซีย เกิดต่อมาสำนักงานใหญ่ในไทยขาดทุนหนัก เราจะสามารถสั่งให้สาขาในมาเลเซียนำเงินฝากของประชาชนมาเลเซีย โอนออกมาทั้งหมดได้หรือไม่

พวกเราคิดว่า ธนาคารแห่งชาติมาเลเซีย จะไม่ตรวจสอบ ปล่อยให้มีการขนเงินออกมาง่ายๆหรือ ยิ่งมีข่าวแพร่อื้อฉาว ยิ่งต้องมีการคำนึงถึงคนในประเทศตนเองไว้ก่อน คปภ. ก็ต้องคำนึงถึงภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัยไทยไว้ก่อน อีกทั้งยังต้องผ่านการรับรู้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) ซึ่งไม่ง่ายครับ และถ้าจะบอกว่า เขาอาจแอบโอนออกไป หากทำเช่นนั้น ก็ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติทันที

และที่มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหานี้กับ AIA เพราะเงินสำรองประกันภัยที่ครอบคลุมภาระผูกพันที่มีต่อลูกค้าของ AIA ทั้งหมด ถูกนำไปฝากไว้ที่ คปภ. หรือผู้ดูแลหลักทรัพย์ ที่ คปภ.รับรอง

แทบพูดได้ว่า ถ้าวันนี้ลูกค้า AIA ทุกคนพร้อมใจกันเวนคืนกรมธรรม์ AIA ก็สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ได้หมด เพราะกฎหมายกำหนดให้เงินสำรองต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยง่าย ยังไม่นับรวมเงินกองทุนที่มีอยู่อีกราว 70,000 ล้านบาท ที่พร้อมจะยืนยันพันธะสัญญาที่มีต่อผู้ถือกรมธรรม์

4. กรณีที่พูดกันว่า ถ้ายังจะมีสถาบันการเงินล้มตามมาอีกจำนวนมาก รัฐบาลสหรัฐจะยังคงดูแล AIG ได้ต่อหรือไม่
กรณีที่จะมีสถาบันการเงินของสหรัฐล้มเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่เราควรรู้คือ รัฐบาลสหรัฐสามารถสั่งพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องแจ้งให้ใครรู้ และไม่ต้องมีทองคำเป็นทุนสำรองเหมือนประเทศอื่น เพียงแต่เขาก็พยายามไม่ทำพร่ำเพรื่อ และพยายามไม่แทรกแซงกิจการของเอกชน เว้นแต่ว่ามันเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับล้านคน

ดังนั้น ในกรณีที่เขาจำเป็นต้องใช้เงิน เขาก็พิมพ์ธนบัตรพรือออกพันธบัตรขายให้กับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ อาจจะให้ดอกเบี้ยที่สูงหน่อยเพื่อจูงใจ คงจำได้ว่า ช่วงที่ ธปท. ต้องออกพันธบัตรช่วยชาติมาขาย เพื่ออุ้มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน แล้วค่อยๆสะสางหนี้ที่มีอยู่ให้หมดไป ถ้าธปท.ทำได้ Fed จะไม่มีศักยภาพที่สูงกว่าหรือ

5. กรณีที่มีการแนะนำให้ลูกค้ายกเลิกกรมธรรม์ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ความเสี่ยงหลักๆที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้าแน่นอน คือ
5.1 การยกเลิกกรมธรรม์ในช่วงแรกๆของอายุกรมธรรม์ จะทำให้ลูกค้าขาดทุนทันที ซึ่งกรมธรรม์แต่ละแบบ ระยะเวลาของจุดคุ้มทุนจะไม่เหมือนกัน
5.2 การยกเลิกกรมธรรม์ อาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถซื้อกรมธรรม์ฉบับใหม่ได้ หากลูกค้ามีสุขภาพที่แย่ลง
5.3 กรมธรรม์ในอดีต บางแบบประกัน ได้มีเงื่อนไขพิเศษว่า หลังกรมธรรม์ครบสัญญาหรือกรณีกรมธรรม์มีเงินคืนตามกรมธรรม์ ผู้ถือกรมธรรม์สามารถนำเงินเหล่านั้น มาสะสมเพื่อรับดอกเบี้ยร้อยละ 6 (ไม่ต้องเสียภาษี) ไปได้ตลอดชีวิต และถือเป็นการฝากแบบออมทรัพย์ ถอนเงินออมส่วนนี้ออกได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเราไปยกเลิกกรมธรรม์ เงื่อนไขเหล่านี้จะถูกยกเลิกทันที หากไปแนะนำให้ลูกค้าเวนคืน เราต้องดูว่าเขาเสียประโยชน์หรือเปล่า

6. กรณีคนเฮโลเข้าคิวยกเลิกกรมธรรม์ในสิงคโปร์ เนื่องจาก กว่า 75 % ของกรมธรรม์ที่คนในสิงคโปร์นิยมทำกัน เป็นกรมธรรม์แบบ Unit Link คือ กรมธรรม์ประกันชีวิตควบหน่วยลงทุน เช่นเงินออม 100,000 บาท จะแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท อีก 90,000 บาท จะเป็นเงินลงทุนในหุ้น หุ้นกู้ รวมทั้งหลักทรัพย์ในต่างประเทศ โดยลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ทั้งจำนวน 100,000 บาทเต็ม และสามารถไถ่ถอนเงินลงทุนส่วนนี้ได้ตลอดเวลา

เมื่อเกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงิน ลูกค้าย่อมกังวลกับความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคนที่กู้เงินธนาคารดอกเบี้ยต่ำมาลงทุน จึงพากันไปไถ่ถอนหน่วยลงทุน รอให้เหตุการณ์สงบ ค่อยนำเงินกลับมาลงทุนใหม่ โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ไปแตะต้องเบี้ยประกันในส่วน 10,000 บาท เพราะรู้ว่าถ้าเวนคืนไปก็ไม่คุ้ม ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต่างอะไรกับนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ที่พอมีอะไรตื่นเต้น ก็ขายหุ้นออกไปก่อน แล้วค่อยกลับมาลงทุนใหม่

หวังว่าข้อเท็จจริงที่นำมาแลกเปลี่ยนนี้ จะเป็นข้อมูลให้คนที่ยังสับสนอยู่ สามารถมองประเด็นต่างๆได้รอบด้าน เพื่อจะได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองมากที่สุด

อนึ่ง ข่าวล่าสุดจาก CNN แจ้งว่า วันศุกร์ที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศแผนแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จครั้งใหญ่ โดยการใช้เงินหลายแสนล้านเหรียญเข้าซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะหนี้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

รมต.คลังสหรัฐ นายเฮนรี พอลสัน กล่าวว่าต้องใช้มาตรการที่เป็นรูปธรรมและมีแรงส่งมากพอ (maximum impact) ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า แผนดังกล่าวจะทำให้ระบบการเงินค่อยๆฟื้นคืนขึ้นมา “มันไม่ได้หมายความว่า ราคาหุ้นจะกลับมาพุ่งเปรี้ยงปร้าง แต่มันได้เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินให้ดีขึ้น” นักวิเคราะห์กล่าว

ข่าวดังกล่าวทำให้ดัชนีดาวโจนส์ พุ่งทะยานถึง 780 จุด ภายใน 2 วันทำการที่ผ่านมา

.

ฟังหูไว้หู หาข้อมูลหลายๆด้าน น่าจะช่วยได้ครับ :angel: