สี่ปอ.

วันนี้มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขมาแจกทรายอะเบทที่บ้านครับ รณรงค์การป้องกันไข้เลือดออกจากยุงลาย

เรียนท่านเจ้าของบ้าน

วิธีป้องกัน คือ ๔ ป. ครับ

ป.ปิด
ป.เปลี่ยน
ป.ปล่อย
ป.ปรับปรุง

ง่ายจะตาย :thumbsup:

นิทานพยัญชนะไทย

~ ก.เอ๋ย ก.ไก่ … ข.ไข่ อยู่ในเล้า … ฃ.ฃวต ของเรา … ค.ควาย เข้านา … ฅ.ฅน ขึงขัง เอ้า ฆ.ระฆัง ข้างฝา ……

หลายคนคุ้นเคย ไม่สิ อาจจะทุกคนเลยก็ว่าได้ ท่องจำจนขึ้นใจ เมื่อถึงวัยที่โตพอสมควรแล้วนะ เพราะถ้ายังเล็กไป อาจจะเจอวนลูปเหมือนหลานผม ท่องตั้งแต่ ก.ไก่ เรื่อยมาจนถึง จ.จาน แล้วก็วนมา ค.ควาย กลับไปจนถึง จ.จาน แล้วก็วนมา ค.ควาย อีก ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะจบ :sweat:

พอดีไปเจอคลิปมาอันหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวพยัญชนะไทย และเป็นอนิเมชันซะด้วย เจ๋งมาก ไปดูกันเลย

ผมว่าถ้าเอาไปให้เด็กเล็กดูนี่จะดีมากๆเลย น่าจะช่วยในการจำได้ เพราะว่าเป็น(เทคนิค)การจำภาพจำเรื่องราว อีกทั้งยังสนุกและเป็นสื่อที่ถูกใจเด็กที่สุด เหมือนครั้งตอน Lion King เด็กหลายคนจดจำชื่อตัวละครและเรื่องราวได้เป็นอย่างดี (อันนี้ประสบการณ์จากโรงเรียนประถมฯที่ผมเคยเรียนอยู่ครับ เด็กๆชั้นอนุบาลจะได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้สัปดาห์ละ ๒ – ๓ รอบ)

แต่น่าเสียดายที่คลิปอันนี้ ๑๘+ อ่ะ เพราะคำพูดบางคำของตัวละคร Oh! Shit! งั้นแปลงเป็นนิทาน เล่าให้เด็กฟังก่อนนอนก็ได้นะ :queen:

.

.

ปล. ผมก็เพิ่งรู้ว่า ทำไมไก่มันถึงขันตอนเช้า? อย่างนี้นี่เอง เอง เองงง…….

ปล. จำได้ว่าเคยบอกวิธีท่อง ก.ไก่ยุคน้ำมันแพงให้แล้ว จำขึ้นใจกันได้หรือยัง?

เป้าหมาย – โอกาส – ความกล้า

ผมได้รับฟอร์เวิร์ดเมลมาอันหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจและมีประโยชน์ สำหรับพนักงานบริษัทและมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆท่านๆ อาจจะยาวไปซักหน่อย แต่…อ่านเถอะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแน่นอน :thumbsup:

.

.

จบวิศวะฯ เครื่องกล พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตอนนี้อายุ ๒๘ ทำงานมา ๓ ปี
ย้ายงานมา ทั้งหมดก็ ๖ บริษัท เสต็ปเงินเดือนนะครับ
– ๘,๐๐๐ โรงงานคนไทย (Design Engineer) สิบเดือน
– ๑๕,๕๐๐ บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น (Design Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง
– ๓๐,๐๐๐ บริษัทฝรั่ง A (Design Engineer) หนึ่งปีเงินเดือนขึ้นสองรอบ
– ๓๕,๐๐๐ โรงงานฝรั่ง B (Design Engineer) สามเดือน
– ๔๐,๐๐๐ บริษัทฝรั่ง B (Project Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง
– ๖x,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Engineer) สามเดือน
– ๑xx,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Manager) เพิ่งเลื่อนตำแหน่งเมื่อวาน

อยากจะบอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เวลาที่ทำงาน จะต้องคอยสังเกตและศึกษาอยู่ตลอดว่า งานที่เรารับมาทำนั้น มันมาจากไหน มาจากใคร และ ไปไหนต่อ ไปยังไง ใครตรวจสอบ เพื่อดูว่าตำแหน่งที่สูงกว่าเรานั้น เค้ารับผิดชอบเรื่องอะไร พยายามเรียนรู้ให้ได้ว่าเรายังขาดอะไรอีกในการเลื่อนตำแหน่ง มันไม่ยากอย่างที่หลายๆคนเข้าใจนะครับ

เหมือนคนจีนว่า อย่าถามว่าเมื่อไรจึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง
แต่ให้ถามว่า หากได้เลื่อนตำแหน่งวันนี้ เรามีความสามารถพร้อมกับตำแหน่งนั้นๆหรือยัง

ผมเองก็ทำตามที่กล่าวมาข้างต้น พอมีโอกาสให้รีบเสนอตัวทันทีไม่ต้องรอ
ถ้าคิดว่าพร้อม โดยส่วนมากจะได้ตามที่เสนอ แต่ต้องย้ำว่าพร้อมจริงๆนะครับ

คิดว่าคงเป็นประโยชน์บ้างนะครับ สำหรับคนจบใหม่ หรือ กำลังทำงานอยู่

.

อธิบายเพิ่มเติมให้แล้วกันนะครับ เผื่อเป็นแนวทาง

– ๘,๐๐๐ โรงงานคนไทย (Design Engineer) สิบเดือน
อันนี้ไม่มีอะไร ปรกติ เพิ่งจบ กำลังเรียนรู้ระบบ ลาออกเพราะเงินเดือนน้อย

– ๑๕,๕๐๐ บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น (Design Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง
เดินเข้าไปคุยกับญี่ปุ่น ว่าผมทำงานตำแหน่ง Senior Design Engineer ได้ เพราะว่าพร้อม และอธิบายเค้าว่า พร้อมยังไง เค้าก็โอเค ลาออกเพราะได้ที่ใหม่ เงินเดือนเยอะกว่า ที่สำคัญ เป็นบริษัทฝรั่ง

– ๓๐,๐๐๐ บริษัทฝรั่ง A (Design Engineer) หนึ่งปีเงินเดือนขึ้นสองรอบ
ขึ้นรอบแรกตอนผ่านโปรสามเดือน หลังจากนั้นอีกหกเดือนเงินเดือนขึ้นอีกรอบ เพราะว่า เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้า เสนอตัวเองรับหน้าที่เพิ่มเติมจาก Job Description และอธิบายอีกครั้งว่าพร้อมยังไง เค้าก็โอเค ลาออกเพราะหัวหน้างานเริ่มงี่เง่ามาก ทนไม่ไหว

– ๓๕,๐๐๐ โรงงานฝรั่ง (Design Engineer) สามเดือน
อันนี้ปกติ ออกเพราะว่ามันไกลบ้านมาก เดินทางไม่ไหว

– ๔๐,๐๐๐ บริษัทฝรั่ง B (Project Engineer) สี่เดือน เลื่อนตำแหน่งไปหนึ่งครั้ง
อันนี้เข้ามาเป็นตำแหน่งใหม่เป็นครั้งแรก หลังจากทำงานในตำแหน่ง Design Engineer มาหลายที่แล้ว เลยสมัครเป็น Project Engineer เพื่อดูภาพรวมของ project หลังจากนั้น บังเอิญที่บริษัทมี project นึง ที่ติดค้างส่งมอบให้ลูกค้ามานานมาก และไม่มีใครอยากรับไปทำต่อ ลูกค้าโกรธมากๆ ผมก็เลยเสนอตัวเองรับงานนี้ไปดู พร้อมกับข้อเสนอ (ตำแหน่งใหม่ เป็น Project Manager แต่เงินเดือนเท่าเดิม เพราะว่าต้องการ Referent ในตำแหน่ง Project Manager ไว้หางานใหม่) ลาออกเพราะว่าหัวหน้าเป็นฝรั่ง ลูกค้าเป็นคนไทย ลูกน้องก็เป็นคนไทย น่าเบื่อมาก

– ๖x,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Engineer) สามเดือน
งานที่นี่มันส์มาก ลุยกันสุดๆ ลูกค้าส่วนากอยู่ที่ต่างประเทศ ต้องเดินทางไปประกอบและติดตั้ง setup โรงงานตามไซด์งานต่างๆ

– ๑xx,xxx บริษัทฝรั่ง C (Project Manager) เพิ่งเลื่อนตำแหน่งเมื่อวาน
และเช่นเคย มีงานใหม่เข้ามา project ใหญ่พอสมควร แต่ว่างานล้นมือกันทุกคน PM ที่มีอยู่ก็ติดงานอื่น เลยคุยกับเจ้าของบริษัท บอกว่าเราทำได้ ขอทำ เค้าก็คุยกับ PM ที่เหลือ ทุกคน OK ก็เลยเพิ่งเลื่อนนี่แหละครับ

.

คนไม่เชื่อ ทำยังไงก็ไม่เชื่อ
ลองมองดูรอบๆที่ทำงานสิครับ เห็นคนอายุน้อยตำแหน่งสูงบ้างมั้ย
ลองไปถามดูสิครับว่าเค้าทำยังไง ดีกว่าคอยนั่งนินทา แล้วก็อิจฉาเค้าไปวันๆ

ที่ผมอยู่ที่แรก เงินเดือน ๘,๐๐๐ ได้ตั้งปี เพราะว่าผมได้ทำงานอยู่ในห้องเดียวกับผู้จัดการโรงงาน เห็นเค้าว่างเมื่อไรผมถามแหลก ว่าแกขึ้นตำแหน่งนี้มาได้ยังไง ต้องรู้อะไรบ้าง บุคลิคจำเป็นมั้ย บลา บลา บลา แล้วสุดท้ายผมก็ได้แกเป็นต้นแบบ ทำตามที่แกแนะนำทุกอย่าง ทุกวันนี้ยังโทรคุยกับแกอยู่แลยครับ

ที่บริษัทญี่ปุ่นนั้น เสต็ปมันจะไม่เหมือนกันครับ ผมทำได้สองเดือนแรก ผมยื่นใบลาออก ทนไม่ไหว กลับดึกเงินเดือนน้อย ตามสไตล์ญี่ปุ่น หัวหน้าคนไทยกับคนญี่ปุ่นเรียกมาคุยบอกว่าไม่อยากให้ออก ยูทำงานเร็วมาก ผมบอกไอ้คนที่เข้ามาพร้อมกัน มันทำช้า ไม่เห็นใครว่าไร เงินเดือนเท่ากัน ไม่แฟร์ เค้าบอกทนๆไปก่อนเดี๋ยวสิ้นปีจะเลื่อนให้เป็น senior เค้าจะ support ให้ ผมบอกไม่ไหว นานไป ก็เลยถามเค้า senior เงินเดือนเท่าไร เค้าบอกมา ผมก็ว่าใช้ได้ ๒x,xxx ก็เลยถามเค้าว่า senior ต้องทำอะไรได้บ้าง เขียนมาเลยเป็นข้อๆ แล้วผมจะรีบศึกษา ถ้าทำได้ตามนี้เมื่อไร ยูต้องปรับไอขึ้นนะ เค้าโอเค

หลังจากนั้น หัวหน้าญี่ปุ่นเค้าก็เริมโยนงานของ senior มาให้ทำมากขึ้นเรื่อยๆ ครบสองเดือนก็เลื่อนครับ แต่พอดีที่ใหม่เค้ายื่นมา ๓๐,๐๐๐ เลยออกทันทีเลยครับ ผมถือว่าทำงานเพื่อเงิน เวลาของผมมีค่าที่สุด เรื่องความภักดีต่อองค์กรมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ผมเลือกเงินไว้ก่อน เป็นฐานเงินเดือนดีกว่า

วิศวกร หลายๆคน คงรู้ว่า เวลาหางานใหม่ ขอเงินเดือนเยอะไม่ได้ มันติดฐานเงินเดือนเก่า ใช่มั้ยครับ
นั่นแหละครับ เหตุผลที่ผมเปลี่ยนงานบ่อยๆ

งานที่สุดท้ายเป็นลักษณะงานแบบเป็น project ๆ ไป แล้วแต่ลูกค้า ส่วนมากจะอยู่ที่ต่างประเทศ ระยะเวลาก็แตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ ๔ เดือน ถึง ๑ ปี คนที่คุมงานโดยรวม Project Manager ท่านอื่นๆ ก็จะรับงานไปดูแลส่วนมากไม่เกิน ๓ งาน ในเวลาเดียวกัน ทีนี้ โดยนิสัยฝรั่ง ถ้าเรากล้าขอ มันก็กล้าให้ (ถ้าไม่เสี่ยงมาก) ถ้าทำได้ก็ทำต่อไป ถ้าขอแล้วทำไม่ได้ อันนี้ลาออกสถานเดียวนะครับ

พอดีจังหวะงานใหม่ที่เข้ามา ผมเป็นคนไปประชุมพร้อมกับเจ้าของมาแล้วหลายๆครั้ง รู้ที่มา ที่ไปเกือบทั้งหมด

งานในส่วนที่ผมรับผิดชอบมันเริ่มล้าช้า ผมเลยถามว่าทำไมช้อมูลมันมาช้า ผมทำงานต่อไม่ได้ เจ้าของก็บอกว่าคนอื่นๆเค้างานยุ่งกันหมด ไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพงานนี้เลย ผมเลยกลับมาคิด ดูรอบๆด้สนแล้วน่าจะเอาอยู่ เลยเข้าไปคุยกับเจ้าของ อธิบายว่า ถ้าให้เราคุม เราจะทำอย่างไร ขั้นตอน แผนงาน เป็นยังไง เค้าขอเวลาคุยกับ Project Manager ท่านอื่นๆก่อน (มีอีก ๒ คน) ระหว่างนั้นผมก็รีบโทรหาทั้งสองท่านทันที บอกเค้าว่าเราทำได้ อยากให้ช่วยสนับสนุนหน่อย ทั้งสองท่านก็บอกว่ามันเหนื่อยนะ แต่ถ้ายูอยากลอง ไอคิดว่ายูพอได้ แล้วเจ้าของเค้าก็บอกว่าโอเค ลุยได้เลย แล้วก็ยื่นเงินเดือนใหม่มาให้ เท่านี้อ่ะครับ

ตอนนี้ก็เหนื่อยเหมือนกัน ใครทำงานกับฝรั่ง ลองดูก็ได้ครับ

มีอยู่คนนึง ผมนั่งสัมภาษณ์เค้าเข้าทำงาน นั่งกับ PM อีกคน คุยไปคุยมา
พอถามเรื่องเงินเดือน พี่แกหันมาพูดไทยกับผมเฉยเลย ถามว่าผมได้เท่าไร?
ประมาณว่า กะว่าฝรั่งมันคงฟังไทยไม่รู้เรื่องมั้ง
ผมก็บอก คุณอยากได้เท่าไรล่ะครับ ว่ามาเลย
เค้าก็ย้ำอีก ถามว่าผมได้เท่าไรล่ะ กะว่าจะได้เรียกให้ใกล้เคียงกันมั้ง

เลยบอกเค้าว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมให้คุณ 1 ล้าน คุณเอามั้ย
เค้าบอกเอาครับ พี่ล้อเล่นรึเปล่า
ผมบอกเปล่า พูดจริงๆ แต่ต้องตอบคำถามพี่ข้อนึงนะ
เค้าบอก ถามมาเลยครับ
ผมถาม “ไหนลองอธิบายให้ฟังหน่อย ว่าคุณจะทำเงินให้บริษัท มากกว่าเดือนละ 1 ล้าน ได้ยังไง?”
เค้าบอก งั้นผมขอเงินเดือน ๑๗,๐๐๐ พอคับ ผมเข้าใจแล้ว

ผมทำ EPCM ครับ แนวปรึกษา, ออกแบบ, วางระบบ, สร้าง, Setup ระบบ เกี่ยวกับ Gas ทุกชนิด เพื่อปั่นไฟฟ้าตามไซด์งานลูกค้าครับ

.

แถมให้หน่อย
เจ้าของบริษัทเค้าเคยบอกผมว่า “คุณรู้มั้ย มืออาชีพ ต่างกับมือสมัครเล่นตรงไหน?” ผมบอกไม่รู้ครับ
เค้าบอกว่า

มือสมัครเล่น จะทำงานไม่สำเร็จ แม้ว่าเค้าอยากจะทำงานนั้นมากแค่ไหนก็ตาม และมีเหตุผลร้อยพัน ว่าทำไมมันถึงไม่สำเร็จ

ส่วน

มืออาชีพนั้น จะทำงานสำเร็จเสมอ แม้ว่าเค้าจะไม่อยากทำงานนั้นๆเลยก็ตาม ไม่ว่าจะเบื่อหน่าย เหนื่อย ใดๆก็ตามแต่ งานจะเสร็จเสมอ แม้ว่าบางครั้งเค้าก็บอกเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน

.

น่าจะมีประโยชน์ครับ เอามาแชร์

ตอนทำงานที่แรก (๘,๐๐๐) จริงๆแล้วเป็นบริษัทคนไทยร่วมทุนกับญี่ปุ่น เพื่อผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่งให้กับโรงประกอบรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ มีตั้งแต่ อีซูซุ ไปถึง เบนซ์ เยอะแยะไปหมด แต่ว่าที่โรงงานนี้เค้าเน้นการสร้างเครื่องจักรใช้เองมากกว่าซื้อมาจากต่างประเทศ เพราะมันแพงมาก ผมเองเข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ครับ แต่น แตน แต้น

“ออกแบบเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต”

ว่าแล้วท่านนหัวหน้าก็โยนชิ้นงานมาให้ดู เป็นตัวอย่างจากลูกค้า เราต้องผลิต xx,xxx ชิ้นต่อเดือน
ออกแบบเครื่องให้หน่อย ให้เวลา ๑ เดือน

เอาล่ะสิครับท่าน ความระทึกมาเยือน เพราะต้องทำคนเดียว วิศวกรท่านอื่นๆก็ออกแบบเครื่องของแต่ละคน แยกจากกัน ไม่ได้ทำงานกันเป็นทีม ประมาณว่า All in one เหมือนรีจอยส์ น่ะครับ ฮา

ก่อนอื่น ก็ไปนั่งอ่านแคทตาลอกอุปกรณ์ไฟฟ้า เซ็นเซอร์ นิวเมติกส์ และอื่นๆ 2 วันเต็มๆ ในห้องเก็บเอกสาร เพื่อดูว่าโลกนี้เค้าใช้อะไรกันมั่ง ตอนนั้นรู้น้อยมากครับ อาศัยอ่านแคทตาลอกเอา รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง อ่านๆไปก่อน ฮา

หลังจากนั้น ก็มานั่งบ้าอยู่คนเดียวในห้องประชุม เขียนไวท์บอร์ดไปเรื่อยๆ ว่าเครื่องมันหน้าตาควรจะเป็นยังไง
จนได้ข้อสรุปที่คิดว่า นี่แหละ คำตอบสุดท้าย (Conceptual Design) เพื่อสรุปให้หัวหน้าเค้าฟังก่อนเริ่มลงมือทำ

ต่อมาก็คือขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดของตัวเครื่องในแต่ละชิ้น ขั้นตอนนี้หินที่สุด ปวดหัวมาก
เพราะโจทย์มันครอบจักรวาล เครื่องนี้จะต้อง
– ราคาไม่แพง
– ทำงานได้ดี
– ทนทาน
– ปลอดภัย
– ดูแลรักษาง่าย
– ประกอบง่าย
– มีความรวดเร้วในการทำงานสูง
– ประหยัดเนื้อที่ (ขนาดเล็ก) เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ในไลน์การผลิต
– และ อื่นๆ อีกมากมาย
เอาล่ะสิครับ หัวฟูเลย คิดแล้วคิดอีก เพราะว่ามันต้องตอบโจทย์ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน คิดอยู่สองวัน งานไม่เดิน
จนทนไม่ไหว ขอลาช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อกลับสถาบัน เตรง เตร่ง เตร๊ง (ลิเกไปมั้ยวะเนี่ย)

พอเจอท่านอาจารย์ที่เคารพ (อ.ที่ปรึกษา) ก็เค้าไปคุยเพื่อขอคำชี้แนะ
ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าเราไปไม่ถูก ตัวแปรมันเยอะเกิน คิดพร้อมกันมันปวดหัว ไปไม่เป็นเลยครับท่าน
อาจารย์ท่านก็หัวเราะ แล้วก็ส่ายหัว (เราก็นึกในใจ สงสัยเราจะโง่มากเลยใช่มั้ยครับ) แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ช้าๆ ว่า

“คุณรู้มั้ย ว่า textbook ที่คุณเรียนน่ะ
ไอ้ที่มันหนาๆเป็นร้อยๆหน้าอ่ะนะ เวลาเค้าเขียนขึ้นมา เค้าเขียนยังไง?”
ผมตอบทันควันด้วยความมั่นใจ “ไม่ทราบครับ”
ท่านกล่าวต่อ (ประโยคอมตะสำหรับผมเลยครับ จะจำจนวันตาย)

“เวลาเค้าเขียนน่ะ เค้าเขียนทีละตัวอักษร ทีละตัว ทีละตัว จนเป็นคำ”
“จากคำ เป็นประโยค เป็นย่อหน้า เป็นหน้า หลายๆหน้า ก็เป็นเล่ม”
“คุณกำลังทำอะไรอยู่ เขียนทีละคำ หรือเขียนทีละเล่ม?”

วาบ วาบ แปล๊บ แปล๊บ (เอฟเฟกต์)
เหมือนมีแสงวาบๆ ในหัวทันที มันโล่งบอกไม่ถูก พูดแล้วน้ำตาซึม เรามีอาจารย์ดีอย่างนี้ เป็นบุญจริงๆ แล้วท่านก็กล่าวต่อว่า
“เราเป็นวิศวกรแล้วนะ วิศวกรที่ดี จะต้องไม่ทำอะไรที่ดูแล้ว ไม่ฉลาด เข้าใจมั้ย”

.

หลังจากนั้นมา ก็ลื่นเลยคับ คิดทีละเรื่อง อย่างอื่นช่างมัน ดูน็อตทีละตัว ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ แก้ไขปรับแต่งไปเรื่อยๆ ไม่เครียดแล้วคราวนี้รู้สึกสนุกมาก เครื่องเสร็จเรียบร้อย ทำงานได้ดี ไม่มีปัญหา

คิดว่าคำสอนของท่านอาจารย์ผมน่าจะมีประโยชน์กับหลายๆคน

เล่าสู่กันฟังครับ

.

กระผมเองมีจุดประสงค์ที่จะแบ่งปันประสบการณ์ผ่านพบมากับตัวเอง แน่นอนว่า พื้นฐานของแต่ละคน เติบโตมาไม่เหมือนกัน ผมเองนั้น ทำงานที่บริษัทใหญ่ๆมาแค่สองที่แรกเท่านั้นเองครับ ที่เหลือเป็นบริษัทขนาดกลาง ถึง เล็ก ด้วยซ้ำ เพราะผมรู้ว่า บริษัทใหญ่ มันเงินเดือนน้อย โตยาก (จากที่กล่าวไปข้างบนแล้ว) ผมรู้สึกว่ามันช้าไม่ทันใจ เลยออกมาเข้าบริษัทเล็กๆดีกว่า

เริ่มตั้งแต่บริษัทที่สาม ที่ทำงานมา ถึงรู้ว่า บริษัทเล็กๆนั้น ส่วนมาก ไม่ค่อยมี HR หรอกครับ คนที่สัมภาษณ์เรา เป็นหัวหน้าเราโดยตรง ไม่ก็เจ้าของบริษัทเลย ดังนั้น คนเหล่านี้จะไม่เหมือน HR ที่มานั่งดูว่าคุณเคยทำอะไรมา แต่คนเหล่านี้จะถามซ้ำไป-ซ้ำมา ว่าคุณทำอะไรได้บ้างนับจากนี้เป็นต้นไป

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ พร้อมกับสร้างความมั่นใจในเชิงบวกได้แล้ว
เงินเดือนที่เราเรียกร้อง ย่อมเป็นไปได้ ตราบเท่าที่ยังอยู่ในจุดคุ้มของบริษัท
ผมย้ำไว้ข้างบนสุด และหลายๆทีว่า ต้องพร้อมจริงๆ ถึงจะทำได้

ความพร้อมที่ว่านี้ หมายถึงความพร้อมที่จะรับทั้งผิด และ ชอบ ต้องยอมรับงานที่หนัก กดดัน เหมือนขึ้นที่สูง และพร้อมยอมรับ ถ้าถูกไล่ออกเมื่อทำไม่ได้ (แน่นอนว่า บริษัทใหญ่ๆ จะใช้ระบบเป็นตัวรับผิดชอบแทน คุณไม่ต้องมารับความเสี่ยงตรงนี้ ดังนั้น การอยู่บริษัทใหญ่ๆจะมั่นคงกว่า)

.

ใครก็ตามที่คิดจะเลียนแบบวิธีการของผม
ผมกลับคิดว่ามันเป็นประโยชน์ต่อบริษัทที่เขา/เธอ ทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ซะอีก
เพราะนั่นหมายความว่า เขา/เธอ เหล่านั้น จะไม่ทำงานแบบซังกะตายอีกต่อไป
หากแต่จะรีบทำงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนอย่างรวดเร็ว
เพื่อจะได้มีเวลาเหลือสำหรับการของานที่นอกเหนือหน้าที่ตนเองมาทำ เพื่อศึกษา
มันย่อมส่งผลให้ ประสิทธิถาพการทำงานของเขา/เธอ สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน หลังเลิกงาน กลับไปที่บ้าน
แทนที่จะไปนั่งดูละคร หรืออะไรก็ตาม ที่มันไร้สาระ
กลับใช้เวลาที่ยังพอมี ก่อนนอน มานั่งศึกษา หาหาความรู้ใส่ตัว
เพื่อทำให้ตัวเองพร้อมมากที่สุด สำหรับตำแหน่ง-เงินเดือน ที่ต้องการ

ในที่ทำงาน เมื่อเจอเจ้านาย/หัวหน้า/ลูกค้า/เพื่อนร่วมงาน งี่เง่า
เขา/เธอ จะไม่บ่น หรือ อารมย์เสียอีกต่อไป
หากแต่จะคิดทันทีว่า เมื่อใดที่เธอได้ทำงานใน ตำแหน่ง-เงินเดือน (ที่วางเป้าหมายไว้)
เขา/เธอ จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ได้อย่างไร

เสต็ปถัดไป
เขา/เธอ เริ่มศึกษาหาโอกาสทันที โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง
เริ่มมาดูโครงสร้างบริษัท
รายได้ รายจ่าย
รายชื่อลูกค้า
กำไรต่อปี
นโยบาย
ภาพรวมตลาด

เมื่อเขา/เธอ พร้อมแล้วที่จะท้าลองก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น ความมั่นใจตรงนี้มาจากการทำการบ้านมาดี

ว่าแล้วก็เริ่มคิดแผนการณ์ อัพตัวเองทันที
บ้างก็วางแผนจะเสนอตัวเป็นหัวหน้าแผนกใหม่
บ้างก็เสนอให้บริษัทเจาะตลาดใหม่ๆ โดยให้เขา/เธอ เป็นหัวหน้าทีมบุกเบิก
บ้างก็รอจังหวะงานเข้ามากๆ แล้วรีบเข้าไปเสนอตัว
บ้างก็เสนอตัวเข้าแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานขององค์กร

เมื่อโอกาสมาถึง + ดวงสักเล็กน้อย ย่อมเป็นไปได้ครับ

ผมไม่เห็นมันจะเสียหายตรงไหน ที่จะเสี่ยง
ถึงแม้มันไม่ได้ตามที่เขา/เธอ คาดหวัง
แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เขา/เธอ พร้อมมากขึ้นในการยื่นข้อเสนอครั้งต่อไป

ในเมื่อคนเรามีเวลาจำกัด ทำงานไม่กี่ปีก็แก่ ผมเห็นว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ เลยมาแบ่งปัน

.

หลายๆคนที่เข้ามาอ่าน อาจจะพร้อมมากกว่าผมก็ได้ แต่ไม่มีเส้นสาย หรือไม่กล้าเข้าไปคุย ผมก็แนะนำ
หรือบางคนทำงานไปแกนๆ งั้นๆ สิ้นปีก็มานั่งบ่น เงินเดือนน้อย โบนัสน้อย ผมก็แนะนำ ให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด

.

.

พยายามเข้านะ สู้สู้!! :mad:

ทำไมฉันไม่ก้าวหน้าเหมือนเขาเลย?

twin

แก่ และ หนุ่ม เป็นคนจังหวัดเดียวกัน เกิดปีวอกเหมือนกัน เรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เหมือนกัน จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทำงานอยู่ที่บริษัทขายสินค้าแห่งเดียวกัน ช่วงเวลาการทำงานก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก ทั้งสองคนมีความขยัน ตั้งใจในการทำงานเหมือนกัน

แต่ห้าปีต่อมา แก่ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆจนได้เป็นถึงผู้จัดการแผนก แต่สำหรับหนุ่มนั้นยังเป็นพนักงานขายต๊อกต๋อยเหมือนเดิม ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปว่ามีเขาอยู่ด้วย…

.

จนวันหนึ่งหนุ่ม ซึ่งหมดความอดทนได้เข้ามาขอยื่นใบลาออกกับผู้จัดการ เหตุผลก็คือ เขาได้ทำงานหนัก แต่ไม่เคยประจบประแจงเจ้านาย หรือเป็นคนคุยโวโอ้อวดผลงานของตน เขาจึงไม่เคยอยู่ในสายตาของผู้จัดการ ในขณะเลื่อนตำแหน่งหรือได้ทำงานสำคัญเลย

เมื่อผู้จัดการฟังหนุ่มพูดจบ เขาทราบว่าหนุ่มนั้นทำงานหนักจริง แต่หนุ่มขาดคุณสมบัติไปข้อหนึ่ง ถ้าพูดไปตรงๆ อาจทำให้หนุ่มไม่สบายใจ ดังนั้น เขาจึงพูดว่า “หนุ่ม บางทีฉันอาจจะตาลายดูไม่ทั่วถึงนะ เอาอย่างนี้แล้วกัน ให้เธอไปที่ตลาด ดูว่าวันนี้ที่ตลาดมีอะไรมาขายบ้าง?”

หนุ่มรีบขับรถไปตลาดแล้วก็กลับมารายงานผู้จัดการว่า “ผมพบว่ามีชาวนาชายคนหนึ่ง ตัดผมสั้น มีแผลเป็นที่หน้าผาก ท่าทางเป็นคนอีสาน อายุประมาณ ๕๕ ปี ใช้ม้าสีน้ำตาลตัวเมีย ลากรถมาขายถั่วลิสงครับ”

ผู้จัดการถาม “เขามีถั่วกี่กิโล?” หนุ่มก็ขอขับรถกลับไปดูใหม่สักครู่ก็กลับมารายงานว่า “มีถั่วลิสงยังไม่ต้ม ๔๐ กว่าถุงปุ๋ย น้ำหนักถุงละประมาณ ๒๐ กิโลกรัมครับ”

ผู้จัดการจึงถามอีกว่า “เขาจะขายถั่วราคากิโลละเท่าไหร่?” หนุ่มก็จะขอขับรถกลับไปดูใหม่ แต่ผู้จัดการได้เรียกให้เขาหยุด และให้เขาพักผ่อนดูโทรทัศน์ดูฟุตบอลสักครู่…

.

จากนั้นเขาก็ให้คนไปเรียก แก่มาพบต่อหน้าหนุ่ม แล้วพูดว่า “คุณแก่ให้ไปที่ตลาดนะ ดูว่าวันนี้มีอะไรมาขายบ้าง?”

ครึ่งชั่วโมงต่อมา แก่ก็กลับมาแจ้งว่า “ที่ตลาดมีชาวนาชราคนหนึ่งนำถั่วลิสงเกรดสองมาขาย มีอยู่ประมาณ ๔๐ กว่าถุง รวมแล้วหนักราว ๘๐๐ กิโลกรัม ตรวจคุณภาพถั่วแล้วใช้ได้ดี เขาขายปลีกถุงละ ๓๐๐ บาท แต่ถ้าเราซื้อทั้งหมดเขาจะขายให้ถุงละ ๒๓๐ บาท ซึ่งถ้าจะเอาทั้งหมดจริงๆ น่าจะต่อรองลงได้อีกถุงละสิบบาท เราสามารถนำไปขายต่อให้ร้านของชำฝั่งตรงข้ามได้ถุงละ ๒๘๐ บาท มีกำไรทันที ๒๔๐๐ บาทครับ”

จากนั้นแก่ก็นำตัวอย่างถั่วลิสงหนึ่งกำมือ ให้ผู้จัดการดูแล้วพูดต่อว่า “พรุ่งนี้เขาจะนำถั่วแบบเดียวกันอีก ๑ คันรถมาขายที่นี่อีก ถ้าท่านเห็นชอบผมจะไปหาร้านที่อื่นในเมือง ให้รับซื้อไว้ล่วงหน้าดีไหมครับ?”

หนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างๆเริ่มหน้าแดง เขาขอร้องให้ผู้จัดการคืนใบลาออกให้กับเขา ตอนนี้เขาเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างตัวเขาเองกับแก่แล้ว…

.

สรุปว่า คนที่จะประสบความสำเร็จก้าวหน้าได้นั้น ที่จริงแล้วไม่มีเทคนิคอะไรมากมายนักหรอก แต่เขาจะมีความคิดที่ไกล ลึกซึ้ง และก้าวหน้ากว่าคนอื่นเท่านั้นเอง การมีความคิดที่ก้าวไกล และทำงานให้ทันต่อสถานะการณ์เป็นสิ่งที่ สำคัญยิ่ง

.

การที่เราก้มหน้าก้มตาทำงานไป โดยที่ไม่มองข้างบนหรือข้างๆเลยว่า เขาไปถึงไหนกันแล้ว การที่ไม่สืบ ไม่ดู ไม่รู้ว่าองค์กรของเรามีนโยบายหรือเป้าหมายอะไรในอนาคต คิดแต่จะทำตามหน้าที่ที่กำหนดไปวันๆ หรือทำอย่างที่เคยทำมาตลอดเวลาสิบปีนั้น เราอาจย่ำเท้าอยู่กับที่หรือเดินถอยหลัง ไม่อาจก้าวไปข้างหน้า เพียงเราหยุดอยู่กับที่ แต่คนอื่นก้าวหน้าไป ก็เท่ากับว่าเราเดินถอยหลังแล้ว

.

ลองคิดดูซิ ในขณะที่คุณทำงานอยู่ในวันนี้นั้น คุณมีความคิดที่ไกล ลึกซึ้ง และ ตรงตามนโยบายขององค์กรไปกี่ขั้นแล้ว?? 8)

.

๔๔ วิธีประหยัดน้ำมัน จำให้ขึ้นใจ

เมื่อครั้งตอนสมัยเรียนอนุบาลและประถม เราเคยท่อง ก.เอ๋ย ก.ไก่… ข.ไข่อยู่ในเล้า… ฃ.ขวดของเรา เอ้า ค.ควายไถนา… กันมาแล้ว พอเข้ามัธยมหัวเกรียน เราก็ท่องแบบลดคำ ก.ไก่… ข.ไข่… ฃ.ขวด… ค.ควาย… ฅ.คน… จบบ้างไม่จบบ้าง

เข้ายุคมหาลัย ก็ท่องแข่งกับเพื่อน กอ… ขอ… คอ… งอ… จอ… ฉอ… ชอ… ซอ… … … ใครท่องได้รวดเดียวจบถึง ฮอ นี่เท่โคตร (ขนาดพิมพ์เองยังไปไม่เป็นเลย :stare: )

เริ่มทำงาน เริ่มเล่นเนต กลายเป็น ก.เอ๋ย ก.ไก่… ข.ไข่อยู่ในกางเกง… ค.*ปี๊บ*โตงเตง… :devil:

แต่ยุคนี้ที่น้ำมันแพงกว่าข้าวผัดกระเพราไก่ (+ไข่ดาวไม่สุกด้วย) เรา(ต้อง)หันมาท่องแบบนี้กันแล้ว…

๔๔ วิธีประหยัดน้ำมัน

 มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน เพื่อความอวบอ้วนของกระเป๋าตังค์ครับ :angel:

เพิ่มเติม ๒๓ ธ.ค.
รู้ไหมเอ่ย? ว่าที่เราท่อง ก.เอ๋ย ก.ไก่น่ะมันมีที่มายังไง? อยากรู้ นี่เลย